พฤษภาคม2555
  เมษายน2555
  มีนาคม2555
  กุมภาพันธ์2555
  มกราคม 2555
  ธันวาคม2554
  พฤศจิกายน2554
  ตุลาคม2554
  กันยายน2554
  สิงหาคม 2554
  กรกฏาคม2554
  มิถุนายน2554
ดูทั้งหมด..
 
 
 PJ :  
 Current Song
:        
 

 

ประวัติความเป็นมา และข้อมูลหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

 

 


ความเป็นมาหอการค้า

บทนำ

                         ความหมายโดยทั่วไปของหอการค้า หมายถึง สถาบันหรือองค์กรที่รวมของพ่อค้าและนักธุรกิจผู้ประกอบการเพื่อช่วยส่งเสริมและรักษาผลประโยชน์ของผู้เป็นสมาชิก ซึ่งพ่อค้านักธุรกิจต่าง ๆ ทุกประเทศทั่วโลก ได้มีการรวมกลุ่มในลักษณะเช่นนี้ เพื่อดำเนินงานในการส่งเสริมการค้า การเกษตร การอุตสาหกรรม และการเงิน ให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจภายในประเทศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก และระบบเศรษฐกิจของชาติเป็นสำคัญ

 กำเนิดหอการค้าในโลก

                         หอการค้าเมืองมาแซล ประเทศฝรั่งเศส เป็นหอการค้าที่จัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกของโลก  เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14  เนื่องมาจากการแสวงอาณานิคมเพื่อขยายอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศในยุโรป  จึงได้จัดตั้งหอการค้าเพื่อโน้มน้าวให้รัฐบาลปฏิบัติตามความต้องการของพวกตน เพื่อคอยช่วยเหลือรัฐบาลในการแสวงหาอาณานิคม ในการขยายตลาดให้กว้างขวางขึ้น  หอการค้าจึงมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลมาก แต่ในระยะต่อมาเมื่อพ่อค้ามองเห็นผลประโยชน์ที่ได้รับ จึงได้เข้ามาร่วมกิจกรรมของหอการค้าจนทำให้หอการค้าเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น และมีการขยายการจัดตั้งหอการค้าขึ้นตามเมืองต่าง ๆ ของประเทศฝรั่งเศสในระยะต่อมา

                         ต่อมาในปี ค.ศ. 1783 ประเทศอังกฤษได้จัดตั้งหอการค้าขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ ขึ้น เป็นแห่งแรก และจัดตั้งหอการค้าเอดินเบิร์ก ขึ้น  และหอการค้ากรุงลอนดอนตามลำดับ หลังจากนั้นประเทศต่าง ๆ ในยุโรปต่างก็ได้จัดตั้งหอการค้าของตนเองขึ้นเช่นเดียวกันเกือบทั่วทวีปยุโรป และได้ขยายออกไปทั่วโลก

                         ในประเทศแถบเอเซียเริ่มก่อตั้งหอการค้าขึ้น เนื่องจากประเทศทางทวีปยุโรปได้แสวงหาอาณานิคม และมีการขยายเศรษฐกิจอิทธิพลในทวีปเอเซียมากขึ้น เพื่อควบคุมตลาดการค้าต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศอังกฤษ เมื่อได้ประเทศใดเป็นอาณานิคม ก็มักจะจัดตั้งหอการค้าขึ้นในประเทศนั้น ประเทศในทวีปเอเซียก็เริ่มมีหอการค้าขึ้นเป็นประเทศแรกในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นที่เมืองโตเกียว เมื่อปี ค.ศ.1792 และได้ขยายไปตามเมืองสำคัญเพิ่มมากขึ้นในระยะต่อมา

 ระบบของหอการค้าในปัจจุบัน

                         จากแนวความคิดในการจัดตั้งหอการค้าในต่างประเทศ นับแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันได้แพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลกจากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการดำเนินงานหอการค้าต่าง ๆ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระบบคือ

          1.  หอการค้าระบบคอนติเนนตัล (Continental Model)

           ระบบหอการค้านี้เป็นระบบที่มีรากฐานมาจากระบบของหอการค้าของฝรั่งเศส ต่อมาได้มีการนำระบบนี้ไปใช้ในบรรดาประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป อาทิเช่น เยอรมนี ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ และสเปน ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 โดยมีการบังคับการเป็นสมาชิก และมีกฎหมายเฉพาะของหอการค้าในรูปของกฎหมายมหาชน (Public Law) ซึ่งกำหนดสถานะทางกฎหมายและภารกิจของหอการค้าไว้อย่างชัดเจนกล่าวคือ โดยสถานะทางกฎหมายนี้เอง ทำให้ภาครัฐสามารถมอบหมายภารกิจบางอย่างให้กับหอการค้าเป็นผู้ดำเนินการเหมือนกับที่มอบหมายให้กับหน่วยงานของรัฐ (เช่น งานด้านการศึกษา การทดสอบความรู้ การจดทะเบียนทางธุรกิจ)

             โดยหลักการแล้วกฎหมายมหาชนไม่จำเป็นต้องมีการบังคับเป็นสมาชิก แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายว่าด้วยหอการค้าภายใต้ระบบนี้ บังคับให้ผู้ประกอบการธุรกิจและนิติบุคคลที่ทำธุรกิจต่าง ๆ ภายในอาณาเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ต้องเป็นสมาชิก และผูกพันที่จะต้องให้การสนับสนุนงบประมาณแก่หอการค้าในท้องถิ่นนั้น โดยการบังคับให้เป็นสมาชิกมีเหตุผล 3 ประการคือ 1) เพื่อเป็นการประกันว่าหอการค้าเป็นตัวแทนของธุรกิจทั้งปวง 2) เป็นการประกันว่าธุรกิจต่าง ๆ จะต้องสนับสนุนในทางการเงินแก่หอการค้า และไม่มีพฤติการณ์ในลักษณะ “ใช้บริการแล้วไม่จ่ายเงิน” 3) ทำให้มั่นใจว่าฐานของแหล่งที่มาของรายได้กว้างและมีความมั่นคงแน่นอน

              นอกจากนี้ โดยกรอบของกฎหมายบังคับให้รัฐบาลจะต้องปรึกษาหารือหอการค้าก่อนที่จะออกกฎหมายหรือดำเนินการด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งหอการค้าจะต้องมีผู้แทนไปร่วมรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ต้น ตลอดจนเข้าร่วมเป็นกรรมการของภาครัฐต่างๆ ทั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าผู้กำหนดนโยบายของรัฐได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ ความสามารถ และความชำนาญของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง สำหรับในเรื่องการกำหนดอาณาเขตของหอการค้าภายใต้ระบบคอนติเนนตัล ได้กำหนดให้มีหอการค้าเพียง 1 หอการค้า ในแต่ละเมืองหรือเขตนั้น ๆ

             คุณสมบัติพิเศษของระบบนี้ก็คือ หอการค้ามีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามที่กฎหมายระบุไว้  โดยภาครัฐจะมอบหมายงานบางประการให้หอการค้าเป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากเป็นสถาบันที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตามบริการบางอย่างที่ได้ระบุไว้ในกฎหมายที่บังคับให้หอการค้าต้องดำเนินการ หอการค้ายังสามารถเพิ่มเติมงานด้านบริการสมาชิกตราบใดที่อยู่ภายในใต้ขอบเขตภารกิจของหอการค้า

          มีข้อสังเกตว่า ภายใต้หอการค้าระบบนี้ แม้จะมีบทบัญญัติของกฎหมายให้บริษัท ห้าง ร้าน ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจอิสระจะต้องเป็นสมาชิกหอการค้า ซึ่งจะทำให้หอการค้ามีแหล่งรายได้ที่แน่นอนมั่นคง และสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัวก็ตาม แต่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพในการให้บริการหรือการตอบสนองความต้องการของบรรดาสมาชิกได้ โดยสมาชิกไม่มีสิทธิที่จะลาออกได้แม้จะไม่พอใจในบริการของหอการค้าที่สังกัดอยู่ก็ตาม  เนื่องจากถูกบังคับให้ต้องดำรงสมาชิกภาพและจ่ายค่าสมาชิกตลอดไป

          2. หอการค้าระบบแองโกล แซกซอน (Anglo  - Saxon Model)

            หอการค้าระบบแองโกลแซกซอน เป็นอีกระบบหนึ่งที่แตกต่างจากระบบคอนติเนนตัล ได้ริเริ่มในประเทศอังกฤษ  เนื่องจากประเทศอังกฤษเป็นระบบการค้าและเศรษฐกิจแบบเสรี รัฐบาลปล่อยให้ภาคธุรกิจดูแลตัวเอง โดยไม่มีการแทรกแซงการประกอบกิจการของเอกชน จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว จึงมิได้มีการออกกฎหมายแทรกแซงการประกอบกิจการของเอกชน จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว จึงมิได้มีการออกกฎหมายควบคุมการจัดตั้งหอการค้าเป็นการเฉพาะขึ้น ดังนั้นการจัดตั้งหอการค้าจึงกระทำได้ โดยการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายเอกชน (Private Law) เช่นเดียวกับการจดทะเบียนของสมาคมโดยทั่วไป

           สำหรับระบบสมาชิก ก็เป็นระบบสมัครใจ (Voluntary) และไม่มีการกำหนดอาณาเขตที่ตั้งของหอการค้าแต่ประการใด รวมทั้งไม่มีการบังคับให้หอการค้าจะต้องดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ไม่ต้องตอบสนองงานของราชการ ดังเช่นในกรณีของกฎหมายมหาชน จากเหตุผลดังกล่าว หอการค้าจะทำกิจกรรมอย่างไรก็ได้ตามความต้องการของสมาชิก จะเห็นได้ว่าภายใต้ระบบนี้ ทำให้หอการค้าอยู่ในสภาวะการณ์ของการแข่งขัน แย่งชิงสมาชิกกันเอง เนื่องจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง อาจจะมีการจัดตั้งหอการค้าได้มากกว่าหนึ่งหอการค้า หรือในบางพื้นที่อาจไม่มีหอการค้าเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ประกอบการเลยก็ได้

          3.  หอการค้าระบบผสม (Mixed System)

            หอการค้าระบบผสมเป็นอีกระบบหนึ่งที่รวมคุณสมบัติเฉพาะของทั้ง 2 ระบบดังกล่าวข้างต้น โดยการจัดตั้งองค์กรในระบบใดระบบหนึ่ง และใช้องค์ประกอบของระบบการบริหารหอการค้าในอีกระบบหนึ่ง  ซึ่งในปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ระบบนี้ อาทิ ญี่ปุ่น และไทย ฯลฯ ซึ่งมีสถานะกฎหมายเป็นกฎหมายมหาชน แต่เป็นสมาชิกโดยความสมัครใจ

 ลักษณะของหอการค้า

ปัจจุบัน หอการค้าในทั่วโลกสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

          1.  หอการค้าประจำเมือง / หอการค้าจังหวัด (Provincial Chamber of Commerce) เป็นหอการค้าตั้งขึ้นมาตามเมืองต่าง ๆ โดยมีสมาชิกเป็นบริษัท ห้าง ร้าน ที่มีภูมิลำเนาในเมืองนั้น ๆ โดยชื่อของหอการค้ามักตั้งขึ้นตามชื่อของเมืองนั้น ๆ เช่น หอการค้ากรุงลอนดอน หอการค้าโอซาก้า หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

          2.  หอการค้าประจำชาติ หรือหอการค้ากลาง (National Chamber of Commerce) จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากหอการค้าจังหวัด 3 ประการ คือ 1) จะตั้งอยู่ในนครหลวงของประเทศ 2) ในแต่ละประเทศจะมีเพียงหนึ่งหอการค้า และ 3) จะรับสมาชิกเฉพาะหอการค้าประจำเมือง หรือหอการค้าจังหวัด หรือสมาคมการค้าโดยไม่รับสมาชิกที่เป็นบริษัท ห้าง ร้าน เช่น หอการค้าอุตสาหกรรมและการค้าแห่งประเทศเยอรมัน หอการค้าและอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น (The Japan Chamber of Commerce and Industry) เป็นต้น

          3.  หอการค้าต่างประเทศ (Foreign Chamber of Commerce) ตั้งขึ้นโดยชาวต่างประเทศที่เข้าไปประกอบการค้าขาย หรือดำเนินธุรกิจอยู่ในต่างประเทศ โดยมีการรวบรวมบริษัท ห้าง ร้านต่าง ๆ ที่มีสัญชาติเดียวกัน จัดตั้งหอการค้าประเทศของตนขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกที่เข้าไปประกอบวิสาหกิจในประเทศนั้น ๆ ซึ่งสมาชิกสามารถขอรับบริการต่าง ๆ ได้ เช่น หอการค้าเยอรมัน – ไทย , หอการค้าอเมริกัน - ไทย ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย เป็นต้น

          4. หอการค้าระหว่างประเทศ หรือ หอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce) จัดตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1919 โดยนักธุรกิจชั้นนำจากประเทศเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักร และอเมริกา ซึ่งปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางของนักธุรกิจจากทั่วโลก ประกอบด้วยสมาชิกมาจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งมาจากวิสาหกิจทางด้านอุตสาหกรรมการเงิน การธนาคาร การขนส่ง การประกันภัย สมาคมการค้า หอการค้า รวมทั้งนักธุรกิจทั่วไปเพื่อเป็นตัวแทนในการส่งเสริมวิสาหกิจของภาคเอกชน และการค้าของทั่วโลก ให้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง โดยได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศจากประเทศต่าง ๆ เพื่อหาทางลดหรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอุปสรรคทางการค้า

 

หอการค้าในประเทศไทย

ประเภทของหอการค้า

 1.  หอการค้าไทย ก่อตั้งโดยพ่อค้าไทยกลุ่มหนึ่งที่มีประสบการณ์ ได้มีแนวความคิดที่จะจัดตั้งหอการค้าขึ้นเช่นเดียวกับต่างประเทศ เพื่อเป็นองค์กรกลางในการอำนวยประโยชน์ให้แก่พ่อค้าและนักธุรกิจไทย โดยทำหน้าที่ประสานงานระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน อีกทั้งร่วมมือกันส่งเสริมการค้าและปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยเจริญรุ่งเมืองทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ จึงได้จัดตั้งองค์กรหอการค้าไทย โดยจดทะเบียนในรูปของสมาคมขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2476
   ต่อมาในปี พ.ศ.2506 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2  (พ.ศ.2510 – 2514) ได้พิจารณาเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลุล่วงไปด้วยดีได้นั้น รัฐบาลจะต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น รัฐบาลในสมัยนั้น จึงได้มีการจัดทำโครงสร้างของสถาบันภาคเอกชนขึ้นใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นสถาบันที่จะสามารถร่วมมือกับภาครัฐในการดำเนินการตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รองรับการจัดตั้งและการดำเนินงานของสถาบันภาคเอกชนขึ้น ทั้งระดับชาติ และระดับจังหวัด โดยตราเป็น พระราชบัญญัติ เรียกว่า พระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 และหอการค้าไทยได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ เมื่อมีนาคม 2509 
   ตามพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 ได้ให้ความหมายของ “หอการค้า” ว่าคือสถาบันที่บุคคลหลายคนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม การเงิน หรือเศรษฐกิจ อันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน พระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 ยังได้แบ่งหอการค้าออกเป็น 4 ประเภท คือ               1) หอการค้าไทย 2) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 3) หอการค้าจังหวัด 4) หอการค้าต่างประเทศ

          2. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นสถาบันทางการค้าที่เป็นศูนย์รวมของสมาคม การค้า และหอการค้าต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ สหกรณ์ ซึ่งมีบทบาทและการดำเนินงานให้แก่สมาชิกและเศรษฐกิจของประเทศ ตามพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 และมาตรา 24 (4) ได้ระบุให้ประธานกรรมการหอการค้าไทย เป็นประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยโดยตำแหน่งด้วย

         3.  หอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพ่อค้า นักธุรกิจของชาวต่างประเทศที่เข้ามาประกอบวิสาหกิจในประเทศไทย หอการค้าต่างประเทศในประเทศไทยมีมานานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2441 โดยชาวยุโรป ซึ่งเข้ามาทำการค้าขายกับประเทศไทย ต่อมาได้มีหอการค้าจีนเกิดขึ้น และหอการค้าชาติอื่น ๆ ก็ตั้งขึ้นตาม เพื่อที่จะส่งเสริมและรักษาผลประโยชน์ของมวลสมาชิกในสังกัดหอการค้านั้น ๆ หอการค้าต่างประเทศนี้ เป็นสถาบันการค้าเอกชนที่มีสมาชิกถือสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง และตามมาตรา 14 ในพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 ได้ระบุไว้ว่า หอการค้าต่างประเทศจะจัดตั้งขึ้นและดำรงอยู่ได้เพียงสัญชาติละหนึ่งหอฯ เฉพาะแต่ในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น และต้องเป็นสมาชิกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยทุกหอฯ ด้วย ปัจจุบันมีหอการค้าต่างประเทศจำนวน 50 หอการค้าด้วยกัน


          4.  หอการค้าจังหวัด คือ หอการค้าประจำจังหวัด เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการวิสาหกิจในจังหวัดนั้น ๆ และต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย หรือบุคคลที่มีบุคคลสัญชาติไทยเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นเกินกึ่งจำนวนเงินทุนของนิติบุคคลนั้น และเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงิน หรือเศรษฐกิจ หรือต้องเป็นสมาคมการค้าที่มีสมาชิกซึ่งมีสัญชาติไทยเกินกึ่งจำนวนของสมาชิกทั้งหมด หรือต้องเป็นรัฐวิสาหกิจหรือสหกรณ์ หอการค้าจังหวัดจะต้องเป็นสมาชิกของหอการค้าไทยด้วย ซึ่งนับตั้งแต่รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 27 พฤศจิกายน 2509 เป็นต้นมา การจัดตั้งหอการค้าจังหวัดได้เริ่มขึ้นในปี 2510 โดยมีหอการค้าจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก 2 หอการค้า ได้แก่ หอการค้าจังหวัดชลบุรี และหอการค้าจังหวัดเชียงราย
   หอการค้าจังหวัดเริ่มขยายจำนวนอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2520 และจนกระทั่งในปี พ.ศ.2524 ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาและอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจหลายด้าน รัฐบาลในขณะนั้น (ฯพณฯ พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี) ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการระดมความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้ามาสู่กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น จึงกำหนดเป็นแนวนโยบายของรัฐในการสนับสนุน และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการเข้าร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน และได้มีมติคณะรัฐมนตรีจัดตั้ง “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)” โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และกรรมการจากภาคเอกชนประกอบไปด้วย ผู้แทนจากสถาบันภาคเอกชน คือ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

  ผลจากความร่วมมือดังกล่าว จึงได้แนวคิดขยายความร่วมมือออกไปสู่ภูมิภาค รัฐบาลจึงได้กำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525 – 2529) ให้ภาคเอกชนในระดับจังหวัดรวมตัวจัดตั้งสถาบันภาคเอกชน คือ หอการค้าจังหวัด ขึ้นให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นตัวแทนภาคเอกชน ในการให้ความร่วมมือกับภาครัฐบาล ภายใต้คณะกรรมการ กรอ. จังหวัด ทำให้มีการจัดตั้งหอการค้าจังหวัดขึ้นในช่วงดังกล่าวจนครบในปี 2530 และครบ 75 จังหวัด ในปี พ.ศ.2537 โดยมีสถิติการจัดตั้งหอการค้าจังหวัด ดังนี้

 



ภารกิจของหอการค้า

 ตามพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ.2509 มาตรา 28 ได้กำหนดให้หอการค้าทุกประเภทมีหน้าที่เช่นเดียวกันคือ ทำหน้าที่ส่งเสริม การเป็นที่ปรึกษา แนะนำ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจของสมาชิก การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งการประสานงานในด้านการค้า เป็นต้น ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวสามารถจำแนกได้ดังนี้

1. ส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงิน และเศรษฐกิจทั่วไป ในการส่งเสริมวิสาหกิจด้านต่าง ๆ ของหอการค้าอาจจะทำได้ในหลายลักษณะกล่าวคือ

  1.  การรวบรวมสถิติ และข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ
  2. การเผยแพร่ข่าวสารการค้าทางเศรษฐกิจ
  3. วิจัยเกี่ยวกับการค้าและเศรษฐกิจ
  4. ส่งเสริมการท่องเที่ยว
  5. การออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า
  6. การวางมาตรฐานแห่งคุณภาพของสินค้าและการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า
  7. การจัดตั้งและดำเนินการสถานศึกษาเกี่ยวกับการค้าและเศรษฐกิจ
  8. พิพิธภัณฑ์สินค้า
  9. จัดงานแสดงสินค้า
  10. การเป็นอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาททางการค้า

2. รับปรึกษาและให้ข้อแนะนำแก่สมาชิก เกี่ยวกับการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรมการเงินหรือเศรษฐกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจของสมาชิก
3.  ประสานงานในทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการค้ากับส่วนราชการ
4.  ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยผ่านช่องทาง / กระบวนการ กรอ. จังหวัด ,คณะกรรมการระดับจังหวัด หรือ กระทรวง / ทบวง / กรม  และรัฐบาลโดยตรง

 

บทบาทของหอการค้าจังหวัดในปัจจุบัน

 หอการค้าจังหวัดเป็นสถาบันนิติบุคคลตามกฎหมาย มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าของจังหวัด เป็นแกนกลางที่สำคัญของนักธุรกิจในจังหวัด เป็นที่รวมของผู้ประกอบวิสาหกิจต่าง ๆ ได้แก่ การค้า อุตสาหกรรม การเงิน และเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นตัวแทนที่มีบทบาทในการเจรจาต่อรองทำความตกลงทางการค้า อันเป็นการรักษาประโยชน์ทางการค้าร่วมกันของจังหวัด และมีหน้าที่ส่งเสริมในภาควิชาการเกี่ยวกับการค้าให้พ่อค้าในจังหวัด ตลอดจนเผยแพร่แลกเปลี่ยนทัศนะในด้านเศรษฐกิจการค้าของจังหวัดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เกิดความสามัคคีและความเข้าใจอันดีต่อกัน เกิดความสำนึกในคุณค่าของตัวเองที่มีต่อสังคม ลดความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยเสียสละให้ส่วนรวม ซึ่งเป็นพื้นฐานอันหนึ่งของความเจริญก้าวหน้าก่อให้เกิดความมั่นคงในชาติ
   หอการค้าจังหวัด เป็นองค์กรสำคัญของสถาบันธุรกิจเอกชน สามารถแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีส่วนช่วยในการเป็นแหล่งข้อมูลทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด และมีบทบาทในการกระตุ้นความเจริญก้าวหน้าของท้องถิ่นและจังหวัด ตลอดจนอำนวยประโยชน์ให้แก่สมาชิกของหอการค้าจังหวัดได้

ดังนั้นบทบาทของหอการค้าจังหวัดที่สำคัญ จึงสรุปได้ดังนี้
          1. บทบาทในการปรับปรุง (Improve)  แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการค้าในส่วนรวมของจังหวัด หรือท้องถิ่น
          2. บทบาทในการส่งเสริม (Promote) เพื่อที่จะให้การค้าขายของท้องถิ่นนั้น หรือจังหวัดนั้นเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ทันกันวิวัฒนาการของประเทศหรือของโลก
          3. บทบาทในการรักษาผลประโยชน์ (Protect) ทางการค้าของสมาชิกและผลประโยชน์โดยส่วนรวมของจังหวัด
          4. บทบาทในการพัฒนา (Development)  โดยการศึกษาวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด ในรูปแบบที่จะอำนวยประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของท้องถิ่นอย่างมีระบบและประสิทธิภาพ

   นอกจากนั้นบทบาทของหอการค้าฯ ในปัจจุบัน เป็นที่คาดหวังจากสังคม  และส่วนราชการมากขึ้น  นอกจากการให้บริการสมาชิกและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดแล้ว ยังต้องการให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดในมิติอื่นอีก ทั้งด้านสังคม การศึกษา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม โดยการประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ อันเป็นการขยายบทบาทของหอการค้าฯ ที่กว้างขวางขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน เกือบทุกปัญหามีการเชื่อมโยงกันในหลายภาค

 


การจัดองค์กรภายในหอการค้า

บุคลากรหอการค้า
   บุคลากรของหอการค้าจังหวัดจะมี 2 ระดับได้แก่ 

  1.  คณะกรรมการหอการค้าซึ่งเป็นผู้อาสาสมัครเข้ามาทำงานแทนสมาชิก โดยมิได้มุ่งหวังผลประโยชน์เป็นค่าจ้างตอบแทน จำนวนและตำแหน่งตามข้อบังคับของแต่ละจังหวัด 
  2.  เจ้าหน้าที่ประจำ เพื่อทำหน้าที่เป็น ผู้ปฏิบัติตามนโยบายของคณะกรรมการ หรือข้อเรียกร้องของสมาชิก รวมไปถึงทำหน้าที่ประสานงานระหว่างกรรมการ สมาชิก และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่หอการค้าจัดขึ้นด้วย

สำนักงาน / สำนักเลขาธิการหอการค้าจังหวัด
สำนักงาน/สำนักเลขาธิการหอการค้าจังหวัด หมายถึง สถานที่ที่จะใช้ดำเนินกิจกรรมเป็นศูนย์กลางของการพบปะสนทนา ประชุม ตลอดจนให้บริการข้อมูลข่าวสารถึงสมาชิก กรรมการ รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้ควรเป็นสถานที่ที่ทุกฝ่ายสามารถติดต่อได้สะดวก

แนวทางในการหารายได้ของหอการค้าจังหวัด
   เนื่องจากหอการค้าเป็นองค์กรไม่มุ่งแสวงกำไร (Non Profit Organization) การหารายได้ของหอการค้าจังหวัด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดำเนินงานของหอการค้าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร โดยมุ่งที่จะส่งเสริมธุรกิจการค้าในด้านต่าง ๆ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้กับสมาชิก การดำเนินการของหอการค้าดังกล่าว จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างแน่นอน ดังนั้น หอการค้าจังหวัดจะต้องหารายได้เพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ แนวทางการหารายได้ของหอการค้าสามารถดำเนินการดังนี้
          1. รายได้จากค่าบำรุงสมาชิก ซึ่งจะมีการจัดเก็บเป็นรายปี
          2. รายได้จากการจัดกิจกรรม เช่น การจัดอบรมสัมมนา การจัดงานแสดงสินค้า การจัดทำวารสาร การจัดทัศนศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมจะต้องอาศัยความร่วมมือ เสียสละ ประกอบกับความขยันขันแข็งและความตั้งใจจริงของคณะกรรมการ รวมไปถึงความพร้อมของสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น หรือของจังหวัดนั้น ๆ ด้วย
          3. การจัดตั้งสถาบันการศึกษา กฎหมายได้เปิดโอกาสให้หอการค้าจังหวัดสามารถจัดตั้งสถาบันการศึกาได้ และสามารถนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาเป็นทุนในการดำนินงานของหอการค้าจังหวัด หอการค้าจังหวัดที่จัดตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นขณะนี้มีอยู่ 2 แห่ง คือ หอการค้าไทย ได้จัดตั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และหอการค้าจังหวัดเชียงราย ได้จัดตั้งโรงเรียนพาณิชยการเชียงราย
          4. รายได้จากงานในหน้าที่ รายได้ประเภทนี้ได้จากการที่กฎหมายได้ให้อำนาจหน้าที่ หอการค้า เช่น การออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า รับรองเอกสารอื่น ๆ การตรวจสอบคุณภาพสินค้า หรือรับรองมาตรฐานสินค้า งานในลักษณะนี้ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการส่งออก

กล่าวโดยสรุป หอการค้าจังหวัดใดมีกิจกรรมมาก กิจกรรมนั้นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมมาก ก็จะได้รับการยอมรับจากสมาชิกและบุคคลจากวงการต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้และจำนวนสมาชิกและประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้

 

สถิติการจัดตั้งหอการค้าจังหวัด


สถิติการจัดตั้งหอการค้าจังหวัด 
ศุกร์ ที่ 22 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2552 


สถิติการจัดตั้งหอการค้าจังหวัด

ปีที่ได้รับอนุญาต จำนวน หอการค้าจังหวัด

พ.ศ.  2510

ชลบุรี, เชียงราย

พ.ศ.  2520

1

 เชียงใหม่

พ.ศ.  2521

1

หนองคาย

พ.ศ.  2523

2

ชัยภูมิ, นครราชสีมา

พ.ศ.  2524

2

แพร่, อ่างทอง

พ.ศ.  2525

2

ร้อยเอ็ด, นครสวรรค์

พ.ศ.  2526

5

สุราษฎร์, ภูเก็ต, ระนอง, นครศรีธรรมราช, สงขลา

พ.ศ.  2527

23

อุดรธานี, ลำปาง, น่าน, พิษณุโลก, บุรีรัมย์, อุทัยธานี, ประจวบคีรีขันธ์, กำแพงเพชร, ตาก, สกลนคร, กาญจนบุรี,สมุทรสาคร, ขอนแก่น, พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, สระบุรี,ยะลา, อุตรดิตถ์, จันทบุรี, นราธิวาส, ปัตตานี, เลย, ยโสธร

พ.ศ.  2528

19

สมุทรปราการ, กระบี่, สุรินทร์, ปทุมธานี, ราชบุรี, เพชรบุรี, สุพรรณบุรี, พะเยา, นครปฐม, ฉะเชิงเทรา,สมุทรสงคราม, นนทบุรี, นครนายก, ตราด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ลพบุรี, ปราจีนบุรี, อุบลราชธานี

พ.ศ.  2529

14

สุโขทัย, ลำพูน, สตูล, ศรีสะเกษ, พังงา, เพชรบูรณ์, ชัยนาท, พัทลุง, นครพนม, สิงห์บุรี, แม่ฮ่องสอน, มุกดาหาร, ตรัง, พิจิตร

พ.ศ.  2530

4

ชุมพร

พ.ศ.  2537

3

สระแก้ว, อำนาจเจริญ, หนองบัวลำภู
     

 รวม 

75 

 

 

สถานะทางกฎหมาย - การก่อตั้ง

   หอการค้าแต่ละประเภทมีสถานะทางกฎหมายเป็น “นิติบุคคล” / สามารถจัดตั้งได้เพียง จังหวัดละ 1 หอการค้าเท่านั้น

การดำเนินงานของหอการค้า 
   ให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกมีจำนวนตามที่กำหนดในข้อบังคับ และทำหน้าที่เป็น “ผู้แทน” หอการค้าในการดำเนินกิจกรรมกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้ คณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนทำการแทนได้

การควบคุมการดำเนินงานของหอการค้า 
   ในส่วนกลาง กฎหมายได้กำหนดให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (กรมการค้าภายใน) กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ควบคุมดูแล สำหรับในส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าภายในจังหวัดเป็นผู้ควบคุมดูแล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นนายทะเบียนหอการค้าจังหวัด


 

 
   

 

หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ THE CHIANGMAI CHAMBER OF COMMERCE
158 ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ถนนทุ่งโฮเต็ล ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000
โทรศัพท์ : 0 5324 1404-5   โทรสาร : 0 5324 1406
E-mail : infoccc2520@gmail.com Web site : www.chiangmaichamber.comwww.thaiechamber.org